โรคเชื้อราหลักๆ ที่ต้องเฝ้าระวังในเงาะช่วงนี้
- โรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium nephelii): พบมากที่สุดในช่วงอากาศเย็นตอนเช้า หรือมีความชื้นสูง จะเห็นผงสีขาวหรือสีเทาคล้ายแป้งเกาะตามช่อดอกและร่องขนของผลอ่อน ทำให้ดอกร่วง ผลไม่สมบูรณ์ หรือหากเป็นในระยะผลโตจะทำให้ขนแห้งแข็งจนกลายเป็น “เงาะขนเกรียน” หรือ “เงาะขี้ครอก” [1, 2, 3]
- โรคราดำ (เชื้อรา Capnodium sp.): มักระบาดร่วมกับแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง ที่ขับถ่ายน้ำหวานทิ้งไว้บนผิวเงาะ เชื้อราดำจะเข้ามาเจริญเติบโตคลุมผิวผลและใบ ทำให้เงาะผิวสกปรก ดำคล้ำ และเสียราคา [1, 2, 3, 4]
- โรคผลเน่า (Postharvest Rot): มักแสดงอาการชัดเจนช่วงผลแก่หรือหลังการเก็บเกี่ยว โดยเปลือกและเนื้อด้านในจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหลือง ลุกลามจนเนื้อเน่าเละ [1, 2]
แนวทางการป้องกันและจัดการในสวนเงาะ
การบริหารจัดการสวนเพื่อลดความชื้นและทำลายแหล่งสะสมของเชื้อโรคเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ครับ:
1. การจัดการแปลงปลูกเพื่อลดความชื้น
- ตัดแต่งทรงพุ่ม: ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อให้แสงแดดส่องถึงและอากาศถ่ายเทได้สะดวก
- กำจัดวัชพืช: หมั่นถางหญ้าโคนต้นสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมความชื้นในทรงพุ่ม
- ทำลายส่วนที่เป็นโรค: เก็บผล กิ่ง หรือใบที่ร่วงหล่นและติดเชื้อรานำไปเผาทำลายนอกแปลงทันที [1, 2, 3, 4, 5]
2. การใช้ชีววิธี (สายธรรมชาติ)
- เชื้อราไตรโคเดอร์มา: ใช้ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มในช่วงเย็น ทุก ๆ 5–7 วัน เพื่อควบคุมและยับยั้งการเจริญเติบโตของราแป้งและราสาเหตุโรคพืชอื่น ๆ [1]
3. การใช้สารเคมีเมื่อระบาดรุนแรง
- การแก้ราแป้ง: พ่นด้วยกำมะถันผงละลายน้ำ (อัตรา 20–40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร) ในช่วงเช้าหรือเย็น ข้อควรระวัง: ห้ามฉีดพ่นช่วงแดดจัดหรืออากาศร้อนเพราะจะทำให้ขนเงาะไหม้
- การแก้ราดำ: ให้พ่นน้ำเปล่าล้างคราบราดำออกก่อน และหากพบเพลี้ยแป้งที่เป็นต้นเหตุ ให้ฉีดพ่นสารกำจัดแมลง เช่น อิมิดาโคลพริด ควบคู่ไปด้วย [1, 2, 3, 4]
